เทคนิคการอ่านหนังสือเตรียมตัวสอบให้ได้ผล ใน 1 เดือน


 เทคนิคการอ่านหนังสือเตรียมตัวสอบให้ได้ผล ใน 1 เดือน

1.  ต้องเลิกเที่ยว เลิกดื่ม เลิกสร้างบรรยากาศที่ไม่ใช่การเตรียมสอบ เลิก chat ตอนดึกๆ เลิกเม้าท์โทรศัพท์นานๆ ตัดทุกอย่างออกไป ปลีกวิเวกได้เลย ต้องทำให้ได้ ถ้าไม่ได้อย่าคิดเลยว่าจะสอบติด ฝันไปเถอะ
 2.  ตัดสินใจให้เด็ดขาด ว่าต่อไปนี้จะทำเพื่ออนาคตตัวเอง บอกเพื่อน บอกพ่อแม่ บอกทุกคนว่า อย่ารบกวน ขอเวลาส่วนตัว จะเปลี่ยนชีวิต จะกำหนดชีวิตตัวเอง จะกำหนดอนาคตตัวเอง เพราะเราต้องการมีอนาคตที่กำหนดได้ด้วยตัวเอง ใช่หรือไม่

3.  ถ้าทำ 2 ข้อไม่ได้ อย่าทำข้อนี้ เพราะข้อนี้คือ ให้เขียนอนาคตตัวเองไว้เลยว่า จะเรียนต่อคณะอะไร จบแล้วจะเป็นอะไร เช่น จะเรียนพยาบาล ก็เขียนป้ายตัวใหญ่ๆ ติดไว้ข้างห้อง มองเห็นตลอดเลยว่า เราจะเป็นพยาบาล จะเรียนแพทย์ก็ต้องเขียนไว้เลยว่า ปีหน้าจะไปเหยียบแผ่นดินแพทย์จุฬา อะไรทำนองนี้ เพื่อสร้างเป้าหมายให้ชัดเจน

4.  เตรียมตัว สรรหาหนังสือ หาอาจารย์ติว หาเพื่อนคนเก่งๆ บอกกับเค้าว่าช่วยเป็นกำลังใจให้เราหน่อย ช่วยเหลือเราหน่อย หาหนังสือมาให้ครบทุกเนื้อหาที่จะต้องสอบ เตรียมห้องอ่านหนังสือ โต๊ะ เก้าอี้ โคมไฟ ให้พร้อม

5.  เริ่มลงมืออ่านหนังสือ เริ่มจากวิชาที่ชอบ เรื่องที่ถนัด ก่อน ทำข้อสอบไปด้วย ทำแบบฝึกหัดจากง่ายไปยาก ค่อยๆ ทำ ถ้าท้อก็ให้ลืมตาดูป้าย ดูรูปอนาคตของตัวเอง ต้องลงมืออ่านอย่างจริงจัง อย่างน้อยวันละ 10 ชั่วโมง แล้วจะทำได้ไง วิธีการคือ อ่านทุกเมื่อที่มีโอกาส อ่านทุกครั้งที่มีโอกาส หนังสือต้องติดตัวตลอดเวลา ว่างเมื่อไรหยิบมาอ่านได้ทันที อย่าปล่อยให้ว่างจนไม่รู้จะทำอะไร ที่สำคัญอ่านแล้วต้องมีโน้ตเสมอ ห้ามนอนอ่าน ห้ามกินขนม ห้ามฟังเพลง ห้ามดูทีวี ห้ามดูละคร ดูหนัง อ่านอย่างเดียว ทำอย่างจริงจัง

6. ข้อนี้สำคัญมาก หากท้อให้มองภาพอนาคตของตัวเองไว้เสมอ ย้ำกับตัวเองว่า เราต้องกำหนดอนาคตของตัวเอง ไม่มีใครกำหนดให้เรา เราต้องทำได้ เพราะไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ ให้กำลังใจกับตัวเองอยู่เสมอ บอกกับตัวเองอย่างนี้ทุกวัน หากท้อ ขอให้นึกว่า อย่างน้อยก็มีผู้เขียนบทความนี้เป็นกำลังใจให้น้องๆ เสมอ นึกถึงภาพวันที่เรารับปริญญา วันที่เราและครอบครัวจะมีความสุข วันที่คุณพ่อคุณแม่จะดีใจที่สุดในชีวิต ต่อไปนี้ต้องทำเพื่อท่านบ้าง อย่าเห็นแก่ตัว อย่าขี้เกียจ อย่าผลัดวันประกันพรุ่ง เลิกนิสัยเดิมๆ เสียที
 
 

เคล็ดลับการเรียนดี

เคล็ดลับการเรียนดี การฟังเป็นทักษะอันหนึ่งในการเรียน ที่ประกอบไปด้วยทักษะสี่อย่างคือ การฟัง การพูด การอ่าน การเขียน ถ้าใครทำได้ดีทั้งสี่ทักษะนี่แล้วละก็เชื่อได้เลยว่า การเรียนของผู้นั้นจะต้องดีเยี่ยมไร้เทียมทานอย่างแน่นอน แต่การที่จะทำได้นั้นไม่ใช่ของง่าย และก็ไม่ใช่ยากจนเกินความสามารถ เมื่อมันคือทักษะ ดังนั้นจะเก่งได้ก็ต้องหมั่นฝึกฝนถึงจะทำได้ดี และสิ่งเหล่านี่ไม่ใช่พรสวรรค์แต่อย่างใด
เอาละทีนี้มาดูกันสิว่าทำไมการฟังถึงได้สำคัญนักการเรียนในมหาวิทยาลัยนั้น ส่วนมากเราจะนั่งเรียนกันในห้องใหญ่ที่มีนักศึกษาเป็นจำนวนร้อยขึ้นไป มีอาจารย์คนเดียวบรรยายอยู่หน้าห้อง การบรรยายนั้นแน่นอนไม่ใช่การสอนดังนั้นจะไม่มีการพูดซ้ำ หรือย้ำอะไรมาก การบรรยายแต่ละครั้งเมื่อจบแล้วก็จบเลย ชั่วโมงหน้าก็จะเป็นการบรรยายเรื่องอื่นต่อไป ไม่มีการบรรยายซ้ำ การทบทวนเนื้อหาจึงเป็นเรื่องของนักศึกษาเองที่จะต้องหาหนังสืออ่าน หรืออ่านจากสิ่งที่จดมาจากห้องบรรยายดังนั้นเราจะเห็นว่าการพูดบรรยายนั้นมี ได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้นเราไม่สามารถให้อาจารย์บรรยายอีกชั่วโมงหนึ่งให้ เหมือนกับชั่วโมงที่ผ่านมาได้ ไม่เหมือนกับการอ่านที่เราสามารถอ่านได้เรื่อยๆ กี่ครั้งก็ได้ ที่ไหนก็ได้ อ่านไม่จบเก็บไว้ก่อนค่อยอ่านทีหลังก็สามารถทำได้ ซึ่งการบรรยายไม่เป็นเช่นนั้น เราจึงจำเป็นต้องใช้เวลาทองอันนี้ให้คุ้มค่ามากที่สุด นั่นคือ ต้องฟังอย่างกระตือรือร้น ไม่ใช่การฟังอย่างเลื่อนลอย
เคล็ดลับของการฟังอย่างกระตือรือร้น

การฟังอย่างกระตือรือร้นนั้นไม่ได้เกิดขึ้นเอง แต่เราสามารถทำให้มันเกิดขึ้นได้โดยไม่ยาก มีเคล็ดลับอยู่นิดหน่อยเท่านั้น ถ้าเรารู้และลองทำดู เกรดที่สวย ๆ คงจะอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม มาดูกันว่ามีอะไรบ้าง

1. มีพื้นฐานเรื่องที่จะฟัง
มีพื้นฐานเรื่องที่จะฟัง หมายความว่าเราต้องมีไอเดียมาก่อนบ้างว่าตอนนี้เรากำลังจะฟังเรื่องอะไร มีแนวทางบ้างนิดหน่อย นั่นคือเราต้องอ่านเนื้อหาวิชา หรือ หัวข้อมาก่อนที่จะเข้าห้องเรียน แต่ไม่จำเป็นที่จะต้องรู้เรื่องนั้นอย่างดี เพราะถ้าเรารู้เรื่องดีแล้วเราจะมาฟังทำไม จ การที่อ่านมาก่อนทำให้เราพอจะรู้ว่าอาจารย์จะพูดเกี่ยวกับอะไร
 ทำให้ตามได้ง่ายขึ้น ที่มากกว่านั้นเราจะเกิดคำถามหรือมีข้อสงสัยขึ้นตอนเราอ่านเอง และเราอาจจะพบคำตอบเมื่ออาจารย์บรรยายในห้อง หรือไม่เราก็ยกมือขึ้นถามอาจารย์ในเรื่องที่เราสงสัย ทำให้อาจารย์ประทับใจอีกต่างหาก

2. ปล่อยวางอคติใดๆ
โดยทั่วไปแล้วคนเราจะชอบหรือไม่ชอบสิ่งใดต่าง ๆ กันไป แต่เรารู้ไหมว่าการมีอคติเกี่ยวกับบางอย่างทำให้การฟังของเราอ่อน ประสิทธิภาพลงได้ เช่น เราอาจไม่ชอบอาจารย์คนที่กำลังพูดอยู่ไม่ว่าในเรื่องส่วนตัว หรือไม่ชอบทรงผม เสื้อผ้าของอาจารย์ที่ทำให้เรารู้สึกขัดตา หรือไม่ว่าจะเป็นน้ำเสียงวิธีการพูดของอาจารย์ที่ทำให้เราอยากหลับเหลือเกิน อย่าทำให้สิ่งเหล่านี้มารบกวนการเรียนของเราเป็นอันขาด ให้ปล่อยวางอคติต่างๆนั้นลงเสียเมื่อเข้าอยู่ในห้องเรียน พยายามใส่ใจที่เนื้อหาวิชามากกว่าที่ตัวผู้สอน บางทีอาจจะเป็นเนื้อหาวิชาที่เราไม่ชอบเสียเหลือเกิน แต่ทำอย่างไได้ในเมื่อเราต้องเรียน ก็ต้องทำมันให้ดีที่สุด ลืมเรื่องชอบไม่ชอบเหล่านั้นเสีย พยายามชื่นชมและใส่ใจกับมัน เมื่อเราไม่มีอคติหรือยึดติดกับเรื่องไร้สาระเหล่านี้แล้ว เราจะพบว่าการฟัง การเรียนรู้ของเรามันง่ายขึ้นมาก

3. นั่งอยู่แถวหน้า
การนั่งเรียนแถวหน้าอาจจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลยสำหรับบางคน แต่บางคนก็ชอบที่จะนั่งแถวหน้าเท่านั้น เคยสงสัยไหมว่าทำไมพวกนั่งแถวหน้าถึงเรียนดี เป็นเพราะเขาเรียนดีจึงนั่งแถวหน้า หรือเป็นเพราะว่าเขานั่งแถวหน้าแล้วจึงเรียนดี อันนี้ต้องพิสูจน์ ต่อไปนี้จะพูดถึงข้อดีของการนั่งแถวหน้าดูนะ
ข้อแรก การนั่งแถวหน้าแน่นอนต้องนั่งใกล้อาจารย์ที่สุดอยู่แล้ว ทำให้เราได้ยินเสียงอาจารย์ชัดเจน ดูกระดานก็เห็นชัดไม่ต้องใช้แว่นขยาย ที่สำคัญเราได้เห็นกิริยาอาการของอาจารย์ รู้ว่าอาจารย์เน้นตรงไหนเป็นพิเศษ ลองสังเกตดู อาจารย์บางท่านจะ ขมวดคิ้ว พยักหน้า เลิกคิ้ว เมื่อพูดถึงตอนสำคัญๆ ซึ่งถ้าเรานั่งอยู่หลัง ๆ จะมองไม่เห็นแน่นอน บางทีเราอาจรู้ข้อสอบจากการนั่งแถวหน้าก็ได้
ข้อดีอีกอย่างก็คือ ไม่มีสิ่งรบกวนเรามากนัก ถ้าเรานั่งแถวหลังๆ เราจะมองอาจารย์หรือกระดานผ่านหัวเพื่อน ๆ ถ้าคนข้างหน้าเราขยับตัว เกาหัว หรือหันไปคุยกับคนข้างๆ สิ่งเหล่านี้จะรบกวนสมาธิของเราด้วย ทำให้เบนความสนใจของเราไปจากสิ่งที่อาจารย์กำลังพูดอยู่ กว่าจะพาจิตใจให้กลับมาได้อาจจะพลาดประโยคเด็ด ๆ ไปอย่างน่าเสียดาย แต่ถ้ากลัวอาจารย์จะเรียกถามละก็อย่ากังวลไปเลยเพราะอาจารย์มักจะไม่เรียก ถามคนนั่งหน้าหรอก ส่วนมากแล้วอาจารย์จะเรียกถามคนที่นั่งอยู่ในระยะสายตา หรือแถวกลางๆไปจนถึงแถวหลัง ๆ มากกว่า

ความลับอีกอย่างที่คนส่วนใหญ่มองข้ามไปคือการนั่งแถวหน้าเป็นการสร้างภาพ พจน์ให้ดูดีขึ้นในสายตาอาจารย์ และทำให้อาจารย์จดจำหน้าของเราได้และรู้สึกว่าเราเป็นคนที่สนใจเรียนอีกด้วย ที่สำคัญแอบหลับไม่ได้ด้วย จะทำให้เราตื่นอยู่ตลอดเวลา เป็นการบังคับตัวเองอย่างง่าย ๆ อีกวิธีหนึ่ง

4.จดบันทึก
การจดบันทึกเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับการเรียนในระดับมหาวิทยาลัย ถึงแม้เราจะมีหนังสือ เอกสารพร้อมแต่เราก็ต้องจด จดอะไรล่ะ ก็จดสิ่งที่สำคัญ ๆ จากที่เราได้ฟังมานะสิ ไม่ใช่การจดทุกคำทุกตัวอักษรบนกระดานนะ แต่เป็นการจดที่ได้จากการฟัง ผ่านการกลั่นกรองจากสมองของเราระดับหนึ่งแล้วถึงจดมันลงไป การจดยังเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการฟังของเราอีกด้วย เพราะมันทำให้เราต้องฟังอย่างตั้งใจ ฟังอย่างวิเคราะห์ ถึงจะจดลงไปได้ พอออกจากห้องเรียนแล้ว สิ่งที่เราจดนี่แหละจะมีค่ามากหาที่ไหนไม่ได้แล้ว การจดบันทึกที่ดีเป็นศาสตร์และศิลป์ ที่ต้องศึกษาเรียนรู้และฝึกฝน เป็นเรื่องใหญ่อีกเรื่องที่เราควรรู้ไว้ จากเคล็ดลับที่ไม่ลับเหล่านี้คงจะทำให้เราเรียนรู้ได้สนุกขึ้นและเรียนเก่ง ขึ้นแน่นอน




ที่มา :  http://www.cututors.com/forums/index.php?topic=13.0

สัมภาษณ์งานกับชาวต่างชาติต้องเตรียมตัวอย่างไร

หลายคนอาจจะกลัวๆ การสัมภาษณ์งานกับชาวต่างชาติ ทั้งกลัวว่าจะมีปัญหาเรื่องการฟัง การพูดโต้ตอบ ต่างมีคำถามว่าจะเตรียมตัวอย่างไรดีกับการสัมภาษณ์งาานแบบนี้

                             สัมภาษณ์งานกับชาวต่างชาติต้องเตรียมตัวอย่างไร

   ก่อนการสัมภาษณ์ ควรฝึกภาษาท่าทางกับคนใกล้ชิดและคนที่คุณรู้สึกคุ้นเคย วิเคราะห์จุดแข็งและจุดอ่อนของคุณ และพิจารณาว่ามีข้อใดที่คุณควรปรับปรุง เพราะนี่จะเป็นเครื่องมือที่จำเป็นสำหรับคุณไปตลอดวิชาชีพของคุณ สิ่งสำคัญทัศนคติแง่บวกคือกุญแจสำคัญ การแสดงท่าทางที่ดีโดยธรรมชาตินั้นก็เป็นผลมาจากการมีทัศนคติดังกล่าว การสื่อสารด้วยวาจาและท่าทางที่เหมาะสม ผู้รับสารก็จะได้รับสารตรงตามที่คุณต้องการสื่อออกไป

   1. รู้จักการนำเสนอ ท่าทางควรยืนตัวตรงและเต็มไปด้วยความเชื่อมั่นการจับมือเพื่อทักทายต้องจับอย่างมั่นคงพร้อมยิ้มแย้ม

   2. รู้จักตนเองเพื่อเป็นการแสดงศักยภาพของคุณ โดยยกตัวอย่างที่ชัดเจน สิ่งสำคัญที่สุดอันดับแรกที่คุณทำได้ก็คือ การรู้จักตนเอง ซึ่งรวมถึง ศักยภาพของคุณ ความสำเร็จในอดีต สิ่งที่คุณจะสามารถทำให้แก่นายจ้าง สภาพแวดล้อมในการทำงานที่คุณต้องการ เป็นต้น ข้อมูลสรุปส่วนตัวของคุณนี้จะช่วยได้มาก ควรนำเอกสารนี้ติดตัวไปด้วยในการสัมภาษณ์ และทบทวนเนื้อหาก่อนจะเข้ารับการสัมภาษณ์ แต่อย่ายื่นเอกสารนี้ให้แก่นายจ้างในอนาคต เตรียมพร้อมสำหรับการให้รายละเอียดเพิ่มเติม หรือตัวอย่างประกอบอื่นๆ นอกเหนือจากที่คุณได้กล่าวไว้ในประวัติส่วนตัว

   3. รู้จักตั้งรับกับคำถาม ซึ่งคำถามภาษาอังกฤษที่พบบ่อยในการสัมภาษณ์งานดังนี้
  • What is your background, and how did you reach your current position? Or Tel me a little about yourself.
ควรเตรียมประวัติฉบับย่อของคุณ โดยเริ่ม จากภาษาไทย และตามด้วยภาษาอังกฤษ เช่น
“I am a Finance Manager with expertise in change and improving accounting and control functions. My most recent position was with ABC Ltd and I was responsible for leading a project to implement a standard cost system. In addition, I developed and implemented the accounting systems in a start up situation and improved inventory controls which resulted in substantial cost savings. My next career goal is a finance position in a large, professional consulting firm.”
  • What do you like best about what you do? What do you like least?
เตรียมคำตอบเรื่องเนื้องานที่คุณชอบทำมากที่สุด และน้อยที่สุด
  • What is a typical day like for you? (Start time, stop time, general duties, challenges encountered?)    
อธิบายงานประจำวัน รวมถึงปัญหา และอุปสรรค ที่เกิดขึ้นในงาน
  • What are some of the qualifications that make you successful in your position?
คุณมีทักษะ หรือคุณสมบัติด้านไหนที่ทำให้คุณสามารถประสบความสำเร็จในงานนี้ หรือ ได้รับการเลื่อนตำแหน่ง
  • If you were to start over today, what would you change? What wouldn’t you change?
ช่วยยกตัวอย่างงานที่เคยล้มเหลว หรือเป็นโครงการที่อยากแก้ไข ปรับปรุง หรือเปลี่ยนแปลง

คำถามด้านทักษะ
  • What skills are required in your position on a day-to-day basis?
อยากทราบทักษะพื้นฐานที่คุณใช้ทำงาน เช่น Excel, PowerPoint หรือ โปรแกรมอื่นๆ
  • What parts of your job do you find most challenging?
ช่วยยกตัวอย่างงานที่คุณรู้สึกภาคภูมิใจมากที่สุด
  • Despite these challenges, what motivates you to remain? What do you find most enjoyable?
อะไรเป็นแรงบันดาลใจหรือจูงใจให้คุณยังคงทำงานอยู่ ถึงแม้จะมีปัญหา และอุปสรรค


คำถามยอดฮิต ที่คุณควรจะต้องเตรียมคำตอบไว้

Where do you see yourself in 5, 10, 20 years ?

What  did  you like about your last job ?

What interestes you most about this position ?

What seperates you from other candidates ?




Tag: สัมภาษณ์งานกับชาวต่างชาติ,เตรียมตัวสัมภาษณ์งานกับชาวต่างชาติ

9 วิธี สู่ความสำเร็จในการทำงาน

เคล็ดลับ 9 ข้อง่ายๆ ลองทำดู รับรองว่าการทำงานทุกอย่างประสบความสำเร็จแน่นอน
ไม่ว่าจะยังทำงานอยู่ที่เก่าหรือย้ายไปทำงานที่ ใหม่ หนุ่มๆ สาวๆ ก็สามารถทำงานแบบคนไฟแรงที่เทใจให้กับงานอันเป็นที่รักได้ทั้งนั้น วันนี้มีเคล็ดลับ 9 ข้อง่ายๆ ลองทำดู รับรองว่าการทำงานทุกอย่างประสบความสำเร็จแน่นอน


 มีทัศนคติบวก
แค่รู้จักมองโลกในแง่ดี ก็เหมือนกับว่าคุณได้รับชัยชนะไปแล้วกับทุกเรื่องในทุกๆ สถานการณ์ ไม่ว่า จะเจอปัญหาหนักแค่ไหนก็ยังยิ้มได้ เชื่อเถอะว่า ไม่ว่าประตูข้างหน้าจะ ปิดไว้แน่นหนาแค่ไหน ก็ยังมีทาง เปิดเข้าไปได้

 จำรายละเอียดเพื่อนร่วมงาน
มิตรภาพที่งดงามและยั่งยืน เริ่มต้น จากการเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน นอกจาก จำชื่อเพื่อนร่วมงานให้ได้ทุกคนแล้ว สิ่งที่ ควรจำได้ คือ รายละเอียดพื้นฐานเกี่ยว กับตัวเขา เช่น ความชอบ/ไม่ชอบ ความ สนใจส่วนตัว งานอดิเรก และสไตล์ของ แต่ละคน เป็นต้น แต่อย่าถึงขั้นเป็น สายสืบรู้ลึก รู้จริงทุกเรื่องจนเกินไป เพราะอันนั้นก็น่ากลัวเกินไปนะ

 กล้าที่จะแตกต่าง
ความแตกต่างจะมีคุณค่าขึ้นมาได้ หากความต่างนั้นมีประโยชน์มากกว่าที่ จะทำให้คุณดูเท่หรือแปลกอย่างเดียว เท่านั้น เหมือนกับที่สตีฟ จ็อบส์ อุทิศ ชีวิตตนเองให้กับการคิดนอกกรอบ กล้า ที่จะคิดและลงมือทำเป็นคนทำงานไฟ แรงมากกว่าที่จะย่ำอยู่กับที่ หรือติดอยู่ กับระบบเดิมๆ ตลอดไป

 ใส่ใจในการแต่งตัว
เหตุผลที่ควรแต่งตัวให้ดูดีอยู่ เสมอ นอกจากจะสะท้อนภาพลักษณ์ รสนิยมและความพิถีพิถันแล้ว ถ้าวัน หนึ่งหัวหน้าเรียกพบหรือลูกค้าคน สำคัญมาหาแบบไม่ทันตั้งตัว ไปพบ แบบปอนๆ คงไม่สู้ดี อย่างน้อยสาวๆ มีรองเท้าส้นสูงคู่เก่งหรือเสื้อสูทตัว เนี้ยบ ส่วนหนุ่มๆ ก็อย่าลืมสูทเป็น ทางการหรือเนกไทเส้นสวย ประจำที่โต๊ะทำงานไว้บ้าง

 เลี่ยงเรื่องซุบซิบ
ไม่ว่าใครจะดราม่าใส่คุณ แฉเรื่อง ไม่ดีของเพื่อนร่วมงานให้ฟังมากแค่ไหน สิ่งที่คุณควรทำคือ ฟังหูไว้หู และไม่ควร เข้าไปยุ่งเกี่ยว (โดยเฉพาะไม่ควรเชื่อ สนิทใจจนเกิดอคติ และเอาไปเม้าท์ต่อ) ไม่งั้นคุณก็อาจจะกลายเป็นเครื่องมือ การให้ร้ายได้
 เป็นทีมสปิริต
งานแทบทุกอย่างต้องอาศัยความ ร่วมมือระหว่างเพื่อนร่วมงาน ตั้งแต่ ระดับที่เล็กที่สุดไปจนถึงใหญ่ที่สุด รู้จัก ให้เกียรติ กล่าวชื่นชม หรือให้เครดิต ไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ความคิดของคนอื่น เมื่อคุณจริงใจไม่ยึดเอาความดีความ ชอบมาเป็นของตนเองแต่เพียงผู้เดียว แล้ว อย่างนี้เพื่อนร่วมงานจะไม่รักคุณ ได้อย่างไร

 ไม่อายที่จะถามและ ขอความช่วยเหลือ
ไม่มีใครเก่งมาตั้งแต่เกิด อย่า มัวแต่ถือตนว่าเหนือกว่าผู้อื่น เก่ง ไปซะทุกเรื่องอยู่เลย กล้าในเรื่องที่ ควร อย่างการถามในสิ่งที่ไม่รู้หรือ ขอความช่วยเหลือ คำแนะนำจาก ผู้อื่น ดีกว่าที่จะทำงานไปแบบผิดๆ มั่วๆ ซึ่งส่งผลต่อเพื่อนร่วมงานคน อื่นๆ แล้วทีนี้จะอายหนักกว่าเดิมนะ

 ประหยัดทรัพยากร
พอเห็นว่าไม่ใช่บ้านตัวเอง ไม่ต้อง จ่ายค่าน้ำค่าไฟ ก็ใช้กันอย่างเต็มที่ ซึ่ง ไม่ยุติธรรมต่อนายจ้างเลย (เป็นคุณเอง ก็คงไม่ปลื้มเหมือนกัน) ปิดแอร์ ปิดไฟ เมื่อเลิ กใช้ หรื อช่ วยกันเป็ นหู เป็นตา พบ อุปกรณ์ชำรุดก็รีบแจ้งซ่อม คิดซะว่านอก จากจะช่วยโลกแล้ว ยังช่วยเหลือบริษัท อีกด้วย เผื่อว่าถ้ารายจ่ายลดลงไปได้ คุณอาจได้โบนัสกลับมาก็ได้นะ

 ใช้เทคโนโลยีให้เหมาะกับงาน
ข้อเด่นของคนรุ่นใหม่ คือ เติบโต มาในยุคเทคโนโลยี เราสามารถใช้ แกดเจ็ต อินเทอร์เน็ต และฟังก์ชั่น ต่างๆ ในคอมพิวเตอร์ได้อย่างสบายมือ ดังนั้นแทนที่จะชำนาญแค่การแชต เอ็ม เอสเอ็น เม้นต์เฟซบุ๊ก หรือเล่นเกม ก็ เลือกใช้ให้เป็นประโยชน์กับงาน เช่น การคำนวณรายรับรายจ่ายประจำปีใน โปรแกรมเอ็กเซล การหาข้อมูลอ้างอิง ในอินเทอร์เน็ต การใช้โปรแกรมพรีเซน เทชั่นอันทันสมัย หรือการส่งงานทาง อีเมลแทนจดหมาย


Power by: 

เคล็ดลับเล็ก ๆ ของการสร้างความประทับใจในที่ทำงาน

ในหนึ่งวันทำงานนั้น เรามักใช้เวลาอยู่ในที่ทำงานเสียเป็นส่วนมาก อย่างน้อยก็มากกว่า 1 ใน 3 ของเวลาทั้งหมดที่เรามีเท่ากันในแต่ละวันคือ 24 ชั่วโมง ในเวลาการทำงานอย่างยาวนานนี้ บางทีนานกว่าเวลาที่เราจะอยู่กับคนรัก กับครอบครัว หรือเวลานอนพักผ่อนของเราเสียอีก ยิ่งหลายคนก็ต้องหอบงานกลับมาทำที่บ้านด้วย  จะเห็นได้ว่า เวลาของการทำงานในชีวิตของคนคนหนึ่งนั้น ยาวนานนัก
และ แน่นอนว่า ไม่มีใครหรอกครับที่ยากจะเครียดเวลาที่อยู่ในที่ทำงาน เพราะมันย่อมทำให้เราไม่มีความสุข หากเอาความไม่สบายใจนั้น คูณด้วยจำนวนชั่วโมงในแต่ละวันที่เราจะต้องแบกรับแล้วล่ะก็  รับรองได้เลยว่าทุกข์จะแน่นขนัดในทรวงอกอย่างแน่แท้เขียว 

มาลองสร้างบรรยากาศในที่ทำงานให้มีความสุข จากตัวเราดูนะครับ  
1)  สร้างความประทับใจด้วยการยิ้มให้กัน  เมื่อ พบหน้าหรือแสดงความยินดีกับสิ่งดีดีที่ผู้อื่นได้รับ ทักทายสร้างรอยยิ้มนี้ ไม่มีอะไรเสียหายหรอกครับ อย่างน้อยที่สุด มันเป็นพื้นฐานของการสร้างมิตรภาพที่ดี และเป็นเรื่องที่ดีเมื่อเราต้องติดต่อประสานงานระหว่างกัน  
2)  แสดงความมีน้ำใจ ในการช่วยเหลือผู้อื่น   เช่น ช่วยถือของหรือเปิดประตูให้เมื่อเห็นผู้อื่นถือของมาก หรือกดลิฟท์รอเพื่อนไปด้วยกันนอกจากจะเป็นการแสดงความมีน้ำใจแล้วยังได้ช่วย ชาติประหยัดพลังงานอีกด้วย
3) ฟังและยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น เมื่อผู้อื่นพูดเราต้องฟัง เพราะการฟังเป็นการเริ่มต้นที่ดีและยังได้ไอเดียใหม่ๆ และยังเข้าใจผู้อื่นจะได้ทำงานด้วยแบบไปในทิศทางเดียวกันและเข้าใจกัน
4)  มีมารยาททางสังคม  สิ่งที่สามารถทำได้ง่าย ๆ อย่างแรกคือการไม่ติฉินนินทาผู้อื่นในเรื่องต่างๆ  เพราะการนำเรื่องผู้อื่นไปพูดถึงพูดต่ออาจเกิดผลเสียในอนาคตได้  อย่างที่สอง  การพูดจาด้วยถ้อยคำที่สุภาพอ่อนโยน รู้จักคิดก่อนพูดจะทำให้คำพูดของเราที่พูดออกไปน่าฟังให้ประโยชน์และไม่ทำร้ายผู้อื่น
5) การพัฒนาตนเองให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงาน  กล่าวก็คือ เมื่อเราทำงานแล้วควรตรวจสอบผลของงานโดยขอคำแนะนำจากหัวหน้างานเพื่อทราบและนำมาปรับปรุงงานนั้นๆ ให้ดีเยี่ยมต่อไป

สิ่งต่างๆ เหล่านี้  ผม เชื่อว่า หากท่านผู้อ่านทุกท่านได้ทดลองนำไปปฏิบัติแล้วจะเกิดความสุขในที่ทำงานโดย เฉพาะตัวคุณจะเป็นผู้ที่มีความสุขมากที่สุดและแถมยังเกิดผลงานสร้างความ ประทับใจในสังคมที่ทำงานอีกด้วย



http://www.tpa.or.th/writer/read_this_book_topic.php?bookID=1450&read=true&count=true

ประโยชน์จากเปลือกมังคุด

สาระน่ารู้เกี่ยวกับสมุนไพรไทย ประโยชน์จากเปลือกมังคุด

มังคุด ถือเป็นผลไม้ที่อยู่คู่บ้านมาตั้งแต่เกิด แต่เป็น ผลไม้ ที่ไม่ค่อยจะชอบกินสักเท่าไหร่ ไม่เกิน 1 กก. ก็เลิกแล้ว เด็ก ๆ ก็ไม่ค่อยชอบกิน ว่าง ๆ นั่งค้นหาข้อมูลดูแล้วเปลือก มังคุด ก็มีประโยชน์มากเหมือนกัน เค้าว่ามาว่า สามารถต้านการอักเสบของสิว ระงับการเกิดสิว ช่วยสมานผิว และที่เค้ากำลังฮิต ๆ คือ ต้านอนุมูลอิสระ....


เมื่อก่อนตอนเด็ก ๆ เห็นย่าเอาเปลือก มังคุด แห้ง ๆ มาฝนกับฝาหม้อดิน แล้วเอามาแต้มแผล....ย่าว่าทำให้แผลหายเร็ว.... แต่เราก็ได้แต่ดู และคิดในใจว่าทำไมไม่ซื้อยามาทา แต่ย่าและคนแต่แรกบอกว่า การกิน มังคุดพร้อมกับน้ำตาลทราย ทำให้ถึงแก่ชีวิตได้... จึงไม่ค่อยมีเมนูที่เกี่ยวกับน้ำตาลเลย ...ไม่รู้เท็จจริงประการใด ยังไม่กล้าลองสักที

แต่พอถึงตอนนี้ข้อมูลทางสื่อออนไลน์มีการหมักกับน้ำตาล มีการทำน้ำ มังคุด ทานกันครึกโครม ยังไม่มีข่าวว่าทำให้ถึงแก่ชีวิต ก็เลยอยากลองบ้าง คุณประโยชน์ของเปลือกก็น่าสนใจทั้งนั้นเลยค่ะ ต้องลองแล้วแบบนี้ เค้าว่า ให้เอาเปลือก มังคุด มาตากแห้ง แต่ต้องสะอาดปราศจากเชื้อต่าง ๆ มาต้มกับน้ำ อย่าให้ข้น หรือใสเกินไป น้ำมาทาหน้า หรือแต้มสิวได้ด้วย แล้วถ้ามีคุณประโยชน์แบบนี้จะทิ้งทำไมล่ะเนี่ย.....

มีคนเฒ่าคนแก่บอกว่า เปลือก มังคุด สามารถรักษาริดสีดวงทวารได้....ก็น่าจะจริงนะคะ เค้าว่า นำเปลือก มังคุด มาต้ม (น่าจะตากแห้งก่อน) พอน้ำอุ่น ๆ ก็นำไปแช่ทวาร เหมือนกับทางแพทย์ให้ด่างทับทิมมาแช่ .....เพราะคุณสมบัติช่วยให้สมานแผล มั๊ง อันนี้ก็ยังไม่ได้ลอง เพราะยังไม่เป็น.....ถ้าเป็นก็จะลองค่ะ


ประโยชน์จากใบย่านาง

สาระน่ารู้เกี่ยวกับสมุนไพรไทย ประโยชน์จากใบย่านาง

ย่านางเป็นสมุนไพรรสจืด เป็นยาเย็น มีฤทธิ์ดับพิษร้อน คนจึงนำ ใบย่านาง ไปคั้นเป็นน้ำคลอโรฟิลล์ เพื่อเพิ่มความสดชื่น ปรับอุณหภูมิในร่างกาย และยังนำ ใบย่านาง ไปช่วยดับพิษไข้ ดับพิษของอาหาร แก้อาการผิดสำแดง แก้พิษเมา แก้เลือดตก แก้กำเดา ลดความร้อนได้ด้วย นอกจากใบแล้ว ส่วนอื่น ๆ ของ ย่านางก็มีประโยชน์เช่นกัน ทั้ง "ราก" ที่ใช้แก้ไข้พิษ ไข้หัด ไข้ฝีดาษ ไข้กาฬ ไข้ทับระดู "เถาย่านาง" ใช้แก้ไข ลดความร้อนในร่างกาย......

ขณะที่ข้อมูลทางเภสัชวิทยาระบุว่า ย่านาง ยังช่วยต้านมาลาเรีย ยับยั้งการหดเกร็งของลำไส้ ต้านฮีสตามีน ส่วนข้อมูลทางโภชนาการระบุว่า ย่านางมี เบต้าแคโรทีนในปริมาณสูง ซึ่งจะช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ในร่างกาย แถมยังอุดมไปด้วยเส้นในอาหาร แคลเซียม เหล็ก ฟอสฟอรัส ย่านางจึงเป็นหนึ่งในจำนวนผักพื้นบ้านที่นักวิจัยแนะนำให้นำมาใช้ในรูปแบบอาหารเพื่อรักษาโรคมะเร็ง


ส่วนการศึกษาข้อมูลอื่นของ ย่านาง หมอเขียวได้ให้ความรู้เอาไว้ดังนี้
  • *ใบย่านางกับการบำบัดโรค เช่น ตาแดง ตาแห้ง แสบตา ปวดตา ตามัว กล้ามเนื้อเกร็งค้าง เกิดฝีหนอง น้ำเหลืองเสียตามร่างกาย ท้องผูก แสบท้อง มีผื่นที่ผิวหนัง ปื้นแดง มีตุ่มใสคัน เป็นเริม งูสวัด หายใจร้อน เสมหะเหนียวข้น อ่อนเพลีย เจ็บปลายลิ้น หูอื้อ ตาลาย เกร็ง ชัก โรคหัวใจ ไซนัสอักเสบ ตับอักเสบ กระเพาะอาหาร ลำไส้อักเสบ ไทรอยด์เป็นพิษ ริดสีดวงทวาร มดลูกโต ตกขาว ตกเลือด ปวดมดลูก หอบหืด ไตอักเสบ ไตวาย นิ่วในไต นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ นิ่วในถุงน้ำดี ไส้เลื่อน ต่อมลูกหมากโต เบาหวาน เนิ้องอก มะเร็ง และพิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย เป็นต้น
  • *ย่านาง...ปรุงรสเพื่อปรับสมดุลให้ร่างกาย การปรับสมดุลให้ร่างกาย สามารถทำได้โดยใช้ ใบย่านาง ในการเพิ่มคลอโรฟิลล์ คุ้มครองเซลล์ ฟื้นฟูเซลล์ ปรับสมดุล บำบัดหรือบรรเทาอาการที่เกิดจากภาวะไม่สมดุลแบบร้อนเกินไป ดังนี้
    • เด็ก ใช้ ใบย่านาง 1-5 ใบต่อน้ำ 1-3 แก้ว (200-600 ซีซี)
    • ผู้ใหญ่ที่รูปร่างผอมบาง เล็ก ทำงานไม่ทน ใช้ 5-7 ใบ ต่อน้ำ 1-3 แก้ว
    • ผู้ใหญ่ที่รูปร่างผอมบาง เล็ก ทำงานทน ใช้ 7-10 ใบ ต่อน้ำ 1-3 แก้ว
    • ผู้ใหญ่ที่รูปร่างสมส่วนถึงตัวโต ใช้ 10-20 ใบ ต่อน้ำ 1-3 แก้ว โดยใช้ ใบย่านาง โขลกละเอียดแล้วเติมน้ำ หรือขยี้ ใบย่านางกับน้ำหรือปั่นในเครื่องปั่น (แต่การปั่นเครื่องปั่นไฟฟ้าจะทำให้ประสิทธิภาพลดลงบ้าง เนื่องจากความร้อนจะไปทำลายความเย็นของ ย่านาง) แล้วกรองผ่านกระชอนเอาแต่น้ำ ดื่มครั้งละ 1/2-1 แก้ว วันละ 2-3 เวลา ก่อนอาหารหรือตอนท้องว่าง หรือผสมเจือจางดื่มแทนน้ำเปล่าในอุณหภูมิห้องปกติ ควรดื่มภายใน 4 ชั่วโมงหลังจากทำน้ำ ย่านาง เพราะถ้าปล่อยเกิน 4 ชั่วโมง มักจะมีกลิ่นเหม็นเปรี้ยวไม่เหมาะที่จะดื่ม ส่งผลให้เกิดภาวะร้อนเกิน แต่ถ้าแช่ในน้ำเย็นหรือตู้เย็น ควรใช้ภายใน 3-7 วัน โดยให้สังเกตที่กลิ่นเหม็นเปรี้ยวเป็นหลัก

สุขภาพน่ารู้ : กินปลาเผา กันสมองเสื่อมกันเถอะ

สุขภาพน่ารู้
กิน ปลาปิ้ง ปลาเผา สัปดาห์ละครั้ง
อร่อย ลดสมองเสื่อม

UploadImage

ศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยพิตต์สเบิร์กของสหรัฐฯศึกษาพบว่า เพียงแค่เปลี่ยนมากินปลาปิ้งหรือเผา ชั่วอาทิตย์ละมื้อจะช่วยบำรุงสุขภาพสมอง ลดความเสี่ยงที่จะเกิดอาการหลงลืม ความจำถดถอย และเป็นโรคสมองเสื่อมให้น้อยลงได้

นักวิจัยได้พบจากการวิจัยโดยการตรวจสมองด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ว่า การกินปลาปิ้งหรือเผา จะช่วยอภิบาลเซลล์ประสาท ทำให้เซลล์บริเวณสมอง ที่ถือว่าสำคัญกับความจำและสติปัญญามีความแข็งแรง

ดร.ไซรัส ราชิ ระบุว่า “ผู้ที่กินปลาปิ้งหรือเผาจะมีสมองที่โตกว่าคนอื่น จะมีเซลล์สมองในบริเวณที่เกี่ยวข้องกับความจำและเรียนรู้โตกว่า เหตุผลที่สำคัญก็คือ สมองส่วนนี้มีความเสี่ยงสูงกับโรคสมองเสื่อมด้วย” เขายังเสริมอีกว่า “ทั้งยังพบว่าความเสี่ยงที่จะเป็นโรคสมองเสื่อม และสติปัญญาเสื่อมจะถดถอยลงภายในระยะเวลา 5 ปี ลงถึง 5 เท่า”


ขอบคุณข้อมูล สุขภาพน่ารู้ จาก ไทยรัฐออนไลน์

สุขภาพน่ารู้ : อาหารดี สมองดี ไอคิวดี !

สุขภาพน่ารู้
อาหาร ดี สมอง ดี

พัฒนาไอคิวด้วย“ผัก-ผลไม้”

UploadImage

บำรุงสมองก่อนเรียนด้วยเมนูจาก “ผัก-ผลไม้” ใกล้ตัว เตรียมง่ายไม่ยุ่งยาก ทานประจำทำสมองแล่น
“โภชนาการอาหารที่ดี” เป็นปัจจัยสำคัญช่วยสมองทำ งานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะมื้อเช้า ก่อนเข้าเรียน และใช้ความคิดระหว่างวัน จำเป็นต้องบำรุงสมองให้รู้สึกกระฉับกระเฉง แม้จะเป็นมื้อรีบเร่ง แต่ไม่ควรมองข้ามเมนูที่มี “ผัก-ผลไม้” เพราะบางประเภทมีคุณสมบัติดีต่อความจำสุด ๆ

1.แซนวิชทูน่าผักโขม ใน “ผักโขม” อุดมด้วยวิตามินอี โฟเลต ช่วยชะลอปัญหาความจำเสื่อม อัตราการเปลี่ยนแปลงของความจำช้าลง

2.ผัดบรอกโคลีหมูสับ ใน “ผักบรอกโคลี” ให้สารอาหารจำพวกวิตามินเอ, บี, ซี แคลเซียม โฟลิก ฟอสฟอรัส เหล็ก ไฟเบอร์ ช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ บำรุงเซลล์สมองให้ทำงานเชื่อมโยงกันดียิ่งขึ้น
3.ผัดมะกะโรนีใส่ไก่ และมะเขือเทศ ใน “มะเขือเทศ” มีวิตามิน B1 ช่วยลดอาการอ่อนล้าของสมอง ส่วนสารแอนตี้ออกซิแดนท์อย่างไลโคพีน จะป้องกันเซลล์จากการถูกทำลายของอนุมูลอิสระที่พบในอาการของโรคอัลไซเมอร์

4.“กล้วยหอม ส้ม และแคนตาลูป” มีไฟเบอร์ วิตามิน ช่วยกระตุ้นความตื่นตัวของสมอง สำหรับกล้วยหอมหากทานเวลากลางวัน จะทำให้รู้สึกสดชื่น และตื่นตัว

5.“ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่” มีวิตามินซี ไฟโตนิวเทรียนต์ ที่ทำให้อนุมูลอิสระหมดฤทธิ์ ช่วยคืนความอ่อนเยาว์ให้ระบบประสาท ป้องกันอาการความจำสั้น และพัฒนากล้ามเนื้อสมอง

“พลังสมองดี” เริ่มต้นง่าย ๆ ที่ “อาหาร” ข้างต้น หมั่นทานเป็นประจำ โดยสามารถประยุกต์เป็นเมนูหลายแบบได้ตามชอบ แล้วจะสัมผัสได้ถึงคำกล่าวที่ว่า “You are what you eat” บอกลาอาการอ่อนเพลีย อารมณ์เสีย ไม่มีสมาธิในการเรียนไปเลย.

ขอบคุณข้อมูล สุขภาพน่ารู้ ดีๆจาก เดลินิวส์ออนไลน์

18 เคล็ดลับในการใช้ "Google" ที่หลายคนยังไม่รู้ อาจเปลี่ยนการใช้ไปตลอดกาล

google
วันนี้เหมียวนำ 18 เคล็ด(ไม่)ลับของอากู๋มาให้เพื่อนๆได้ใช้ อาจทำให้หลายคนใช้อากู๋ในแง่ที่เปลี่ยนไปมากขึ้น
1. คุณสามารถตั้งเวลาได้ เพียงแค่พิมพ์ว่า “set timer … minute” กี่นาทีก็ว่ากันไป
google
2. สามารถคำนวณทิปได้ด้วยนะ
google
3. สามารถค้นหาวันหยุดของคุณได้เพียงพิมพ์ชื่อวันนั้นๆลงไป
google
4. หาวันที่หนังเปิดตัวได้ด้วย
google
5. ดูตารางรายการทีวีได้ด้วยนะ
google
6. หาเพลงจากวงโปรดได้ด้วย
google
7. หาชื่อหนังสือจากนักเขียนคนโปรดก็ได้
google
8. ดูข้อมูลการบินได้ด้วย
google
9. ดูว่าพระอาทิตย์จะขึ้นกี่โมงได้ด้วย
google
10. หาข้อมูลของบริษัทก็แสนจะง่าย
google
11. ทำให้เว็บหมุน พิมพ์ว่า “do a barrel roll”
google
12. หรือจะให้มันเอียงนิดๆก็พิมพ์ “tilt”
google
13. ถ้าค้นหาคำว่า “recursion” มันก็จะให้คนหาคำว่า “recursion” วนลูป
google
14. ถ้าคุณจะเรียงคำโดยใช้คำว่า “anagram” (แปลว่าเรียงคำ) มันก็เรียงคำให้คุณ
google
15. ถ้าจะหานิยามของคำว่า “anagram” มันก็จะเอาไปเรียงใหม่อยู่ดี
google
16. ถ้าค้นหาคำว่า “Zerg Rush” จะมีเกมมาให้เล่น
google
17. สามารถบอกถึงรากศัพท์ของคำนั้นๆได้ด้วยนะ
google
18. คำนวนค่าโภชนาการอาหารให้ได้ด้วย ไม่ต้องกลัวอ้วนแล้ว
google

ที่มา viralnova
แหล่งที่มา : catdumb.com

รวมแหล่งอาหารอุดมกรดไขมันโอเมก้า 3

ไม่ใช่เด็กเท่านั้นที่ต้องการกรดไขมันโอเมกา 3 ร่างกายผู้ใหญ่ก็ต้องการเช่นกัน กรดไขมันนี้มีโครงสร้างไขมันที่สำคัญต่อสุขภาพโดยรวม โดยเฉพาะการทำงานของ ตับ และระบบประสาทเกี่ยวกับการพัฒนาเรียนรู้ แถมยังช่วยรักษาอาการบางอย่างได้ อาทิ เบาหวานประเภท 2 เล็บเปราะ ผมแห้ง ผิวคัน ปวดข้อต่อ


จะเห็นได้ว่า ผักหลายชนิดสามารถซื้อหาได้ง่ายในท้องตลาดบ้านเรา และมีราคาไม่แพงมากจนเกินไป เป็นทางเลือกสำหรับท่านที่ต้องการโอเมก้า 3 นะคะ
1. ไข่

อาหารคู่ครัวอย่างไข่นั้น รับประทานทุกวัน จะช่วยให้สุขภาพดีขึ้นได้ แต่ควรระวังเรื่องน้ำมันที่ใช้ในการทอด และผู้ที่มีปัญหาเรื่องคอเลสเตอรอลควรปรึกษาแพทย์
2. ดอกกะหล่ำ

นับเป็นผักคู่ครัวที่อร่อยทั้งผัดทั้งลวก แถมยังอุดมไปด้วยโปแตสเซียม แมกนีเซียม และไนอาซิน ที่ช่วยให้หัวใจแข็งแรง
3. ปลาแซลมอน

เป็นที่รู้กันดีว่าการรับประทานปลาแซลมอน และปลาสด รวมถึงอาหารทะเล อย่างกุ้งและปู จะช่วยให้ได้รับกรดไขมันโอเมกา 3 อย่างน้อยควรรับประทาน 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์
4. น้ำมันตับปลา

นับเป็นอาหารเสริมที่นิยมกันมานาน และยังได้รับความนิยมสูงไม่ว่าจะเป็นในรูปของเหลวหรือเม็ดแคปซูล
5. ถั่ววอลนัท

นอกจากอร่อยแล้วยังอุดมไปด้วยสารอาหาร กากใย โปรตีน เหล็ก และกรดไขมันโอเมกา 3 รับประทานหนึ่งกำมือทุกวัน จะกินเล่น หรือใส่ในโยเกิร์ตก็ช่วยให้ได้รับกรดไขมันโอเมกา 3 อย่างเพียงพอ
6. ถั่วเหลือง

ไม่ว่าจะเป็นถั่วเหลืองหรือนมถั่วเหลือง ก็เป็นแหล่งกรดไขมันโอเมกา 3 ที่เยี่ยมยอด นมถั่วเหลือง 1 แก้วต่อวันก็เพียงพอ แถมยังอุดมไปด้วยแร่ธาตุ วิตามิน กากใย แคลเซียม โปรตีน และโฟเลท
7. น้ำมันคาโนลา

หากรับประทานเป็นประจำจะช่วยให้หัวใจแข็งแรงขึ้นได้ และยังเหมาะสำหรับใช้ทอดแทน น้ำมันพืชที่เป็นพิษ ต่อสุขภาพลำไส้ หรือจะใช้เหยาะบนผักสลัดแทนน้ำสลัด ก็อุดมด้วยสารอาหารทีเดียว
8. ผักโขม

นอกจากจะอุดมไปด้วยแคลเซียม เหล็ก และแร่ธาตุแล้ว ยังเปี่ยมกรดไขมันโอเมกา 3 เพียงรับประทานผักโขมต้มวันละถ้วยดีต่อสุขภาพแน่นอน



บทความโดย หนังสือพิมพ์ASTVผู้จัดการ

บัญญัติ 10 ข้อในการทำงาน


ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ ประเทศญี่ปุ่นพัฒนาไปได้ไกลกว่าประเทศอื่น ๆ ในเอเชีย ก็เพราะแนวคิด ขนบธรรมเนียม และวัฒนธรรมได้บ่มเพาะใช้คนญี่ปุ่นเป็นคนที่มีสไตล์ที่เป็นของตัวเอง ไม่ว่าจะทำอะไรคนญี่ปุ่นมักมีความคิดแหวกแนว สร้างสรรค์ ไม่ซ้ำใคร ในขณะที่ยังคงดำเนินชีวิตตามกรอบประเพณีญี่ปุ่นที่ยึดถือกันมายาวนานได้ อย่างเคร่งครัด
หลายคนคงอยากทราบว่า แนวคิดในการทำงานของคนญี่ปุ่นเป็นอย่างไร จึงทำให้เขาทำอะไรก็ประสบความสำเร็จ วันนี้เรามี บัญญัติ 10 ข้อในการทำงานของคนญี่ปุ่นมาฝาก จากหนังสือ “เคล็ดลับและมารยาทในการทำงาน” ซึ่งเรียบเรียงโดย ฮิโรโกะ นิชิเดะ แปลโดย กิ่งดาว ไตรยสุนันท์
1. ฝึกฝนความเป็นมนุษย์ ไม่ใช่เทคนิคฉาบฉวย
มารยาทในการสูบบุหรี่ การกลั่นแกล้ง ล้วนเป็นปัญหาที่พบได้ในสถานที่ทำงาน แต่แท้ที่จริงแล้วก่อนจะเป็นปัญหาในการทำงาน มันคือ “ปัญหาของตัวบุคคล” มาก่อนนั่นเอง “งาน” กับ “เรื่องส่วนตัว” นั้นเป็นคนละเรื่องกัน แต่แทบจะไม่มีใครที่ทำงานไม่ดี แต่กลับเป็นคนใช้ได้ในเรื่องอื่น ๆ “ความมีวุฒิภาวะ” คือก้าวแรกของการเป็นคนทำงานมืออาชีพ
2. ความต้องการสื่อสารกับผู้อื่นคือสิ่งสำคัญ
ไม่มีงานใดที่สำเร็จเสร็จสิ้นลงได้โดยไม่ต้องเกี่ยวข้องกับผู้อื่นเลย ความสามารถในการสื่อสารกับผู้คนเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการทำงานทุก ประเภท ความสามารถในการสื่อสารไม่ได้หมายถึง ความสามารถในการใช้ถ้อยคำสำบัดสำนวน แต่หมายถึงท่าทีที่แสดงออกถึงความต้องการสื่อสารกับคนรอบข้างหรือไม่ต่างหาก
3. ความสามารถในการคาดเดา [ความเอาใจใส่]
การ คิดพิจารณาสิ่งต่าง ๆ จากมุมมองของคู่กรณี (หรือผู้ที่เกี่ยวข้อง) เช่นเดียวกับการคิดจากมุมมองของลูกค้า คือความคิดแบบมืออาชีพ จากนั้นจึงใช้ความสามารถในการคาดเดา เราควรฝึกฝนการคาดเดาล่วงหน้าอยู่เสมอว่าคู่กรณีต้องการสิ่งใด ทำอย่างไรจึงจะทำงานร่วมกันด้วยความพอใจให้ติดเป็นนิสัย
4. เรื่องงานเกี่ยวโยงกับเรื่องส่วนตัว
การแยกเรื่องงานออก จากเรื่องส่วนตัวถือเป็นเรื่องสามัญสำนึก แต่จะแยกพฤติกรรมและความรู้สึกของคนคนเดียวออกจากกันอย่างสิ้นเชิงก็ไม่ใช่ เรื่องง่าย เพื่อให้เรื่องงานสมบูรณ์ ควรทำเรื่องส่วนตัวให้ดีที่สุดก่อน แม้จะเป็นแนวคิด “กันไว้ดีกว่าแก้” แต่ก็ควรนำไปใช้
5. งานเริ่มต้นเมื่อออกจากบ้าน
งานไม่ได้เริ่มเมื่อไปถึงที่ทำงานแล้ว เท่านั้น แม้สวิตช์โหมดการทำงานของคุณจะยังปิดอยู่ แต่ถ้าหากใครสักคนบังเอิญได้เห็นคุณตามท้องถนนซึ่งต่างไปจากตัวคุณในเวลาทำ งาน เขาอาจคิดว่านี่คือ “ตัวตนที่แท้จริงของคุณ” ก็ได้ จงคิดเสมอว่างานเริ่มทันทีเมื่อก้าวเท้าออกจากบ้าน
6. หน้าที่ที่ได้รับมอบหมายต้องมาก่อน
ระดับ ความสัมพันธ์สูงต่ำในองค์กรหรือการทำงาน หากจะพูดให้ชัดเจนก็คือ “การแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบ” นั่นเอง ซึ่งไม่ใช่เพื่อตีค่าบุคคลตามความสามารถ แต่เป็นข้อตกลงเพื่อให้งานเดินหน้าไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ
7. ถ้าไม่มีกำหนดเส้นตาย ก็เป็นแค่ “งานอดิเรก”
การกำหนด “เส้นตาย” หมายถึงมีการกดปุ่มให้ใครบางคน “เริ่มทำงาน” คำนึงไว้เสมอว่างานเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคนหมู่มาก การรู้จักบริหารเวลาคือกฏพื้นฐานของการทำงาน
8. ทำงานอย่างมืออาชีพ
หากสิ่งที่คุณทำก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายแม้เพียงบาทเดียวก็ตาม ถือว่านั่นคือการทำงานและคุณก็คือมืออาชีพ ไม่เกี่ยงว่าคุณคือพนักงานพาร์ตไทม์หรือลูกจ้างชั่วคราว หากคุณต้องเกี่ยวข้องกับลูกค้าหรือผู้ที่ทำงานด้วย คุณก็ถือเป็นตัวแทนของบริษัทนั้น ๆ
9. ลองมองจากมุมของผู้บริหาร
สมมุติว่าคุณคือผู้บริหาร คุณจะอดทนต่อพนักงานที่คุยโทรศัพท์ส่วน ตัวนาน ๆ ในเวลางาน หรือนั่งหลับในเวลางานได้หรือไม่? หรือไม่ก็เอาเรื่องกับพนักงานที่เรียกแล้วทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ได้หรือเปล่า? บางครั้งควรลองมองจากมุมของผู้บริหารว่า “ตอนนี้เราทำงานให้บริษัทพึงพอใจที่จะจ่ายเงินเดือนแล้วหรือยัง”
10. สร้างสมสถานการณ์ WIN-WIN เล็ก ๆ น้อย ๆ
WIN-WIN คือ การที่เราและคู่กรณีได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ซึ่งมิได้หมายถึงผลประโยชน์ทางธุรกิจใหญ่โต เมื่องานชิ้นใหญ่ย่อมแบ่งออกเป็นงานชิ้นเล็ก ๆ ได้ การทำให้เกิด WIN-WIN เล็กน้อยในเรื่องใกล้ตัวก็เชื่อมโยงกับ WIN-WIN ขนาดใหญ่ได้เช่นกัน
ถึงจะเป็นแนวคิดของคนเพียงชาติเดียว แต่ก็มีความเป็นสากลและเป็นมารยาทที่ทุกคนพึงมี ซึ่งหากเราจะนำมาปรับใช้ในการทำงานของเรา ก็คงจะเป็นประโยชน์ไม่น้อยเลย
อ่านเพิ่มเติมได้จากหนังสือ เคล็ดลับและมารยาทในการทำงาน
เรียบเรียงโดย ฮิโรโกะ นิชิเดะ แปลโดย กิ่งดาว ไตรยสุนันท์
 บัญญัติ 10 ข้อในการทำงาน สาระน่ารู้เกี่ยวกับการทำงาน

10 ผลไม้ไทยมีสารต้านมะเร็ง


กรมอนามัยวิจัย 10 ผลไม้ไทย มีสารต้านมะเร็งสูง นางนัทยา จงใจเทศ นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ กองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า จากการทำวิจัย “องค์ความรู้เรื่องปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระในผลไม้ เพื่อส่งเสริมสุขภาพ (วิตามินซี วิตามินอี และ เบต้าแคโรทีน) ในผลไม้ ที่ทำการศึกษาในผลไม้ 83 ชนิด พบว่า ผลไม้ 10 อันดับแรกที่มีเบต้าแคโรทีนสูง คือ ติดตามรายละเอียดได้ดังนี้ค่ะ
     กรมอนามัยวิจัย 10 ผลไม้ไทย มีสารต้านมะเร็งสูง นางนัทยา จงใจเทศ นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ กองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า จากการทำวิจัย “องค์ความรู้เรื่องปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระในผลไม้ เพื่อส่งเสริมสุขภาพ (วิตามินซี วิตามินอี และ เบต้าแคโรทีน) ในผลไม้ ที่ทำการศึกษาในผลไม้ 83 ชนิด พบว่า ผลไม้ 10 อันดับแรกที่มีเบต้าแคโรทีนสูง คือ
1. มะม่วงน้ำดอกไม้สุก
2. มะเขือเทศราชินี
3. มะละกอสุก
4. กล้วยไข่
5. มะม่วงยายกล่ำ
6. มะปรางหวาน
7. แคนตาลูปเนื้อเหลือง
8. มะยงชิด
9. มะม่วงเขียวเสวยสุก
10. สับปะรดภูเก็ต

ผลไม้ทั้งหมดนี้มีสีเหลืองและสีเหลืองเข้ม

     • ส่วนผลไม้ที่ไม่มีเบต้าแคโรทีนเลย คือ แก้วมังกร มะขามเทศ มังคุด ลิ้นจี่ และสาลี่
     • ส่วน 10 อันดับแรกของผลไม้ ที่มีวิตามินซีสูง คือ ฝรั่งกลมสาลี่ ฝรั่งไร้เม็ด มะขามป้อม มะขามเทศ เงาะโรงเรียน ลูกพลับ สตรอเบอร์รี่ มะละกอสุก ส้มโอขาว แตงกวา และพุทราแอปเปิล
     • การศึกษานี้พบผลไม้ที่มีวิตามินอีสูง 10 อันดับแรก คือ ขนุนหนัง มะขามเทศ มะม่วงเขียวเสวยดิบ มะเขือเทศราชินี มะม่วงเขียวเสวยสุก มะม่วงน้ำดอกไม้สุก มะม่วงยายกล่ำ แก้วมังกรเนื้อสีชมพู สตอเบอร์รี่ และกล้วยไข่

     ผลไม้ที่มีเบต้าแคโรทีน วิตามินซี และวิตามินอีน้อยทั้ง 3 ตัว คือ สาลี่ องุ่น และแอปเปิล ส่วนผลไม้ที่มีสารทั้ง 3 ตัว ค่อนข้างสูงคือ มะเขือเทศราชินี ทั้งนี้ เบต้าแคโรทีน วิตามินซีและอี เป็นกลุ่มของอาหารสารที่ช่วยกำจัด อนุมูลอิสระ ที่ก่อให้ร่างกายเกิดการอักเสบ ทำลายเนื้อเยื่อ เกิดต้อกระจกในผู้สูงอายุ โรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด

10 ผลไม้ไทยมีสารต้านมะเร็ง สาระน่ารู้เกี่ยวกับผลไม้

ประโยชน์จากดอกอัญชัน


ประโยชน์จากดอกอัญชันอัญชัน ภาษาอังกฤษ : Butterfly pea. หรือ Blue pea. ส่วนดอกอัญชัน ชื่อวิทยาศาสตร์ : Clitoria ternatea L.สำหรับชื่อพื้นเมืองอื่นๆ เช่น แดงชัน(เชียงใหม่) , เอื้องชัน(ภาคเหนือ) เป็นต้นเป็นพืชที่มีต้นกำเนิดในแถบอเมริกาใต้ ปลูกทั่วไปในเขตร้อน ลักษณะของดอก อัญชัน จะมีสีขาว สีฟ้า สีม่วง ส่วนตรงกลางดอกจะมีสีเหลือง และรูปทรงคล้ายหอยเชลล์

อัญชัน มีสรรพคุณที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เพราะมีสารที่ชื่อว่า "แอนโทไซยานิน" (Anthocyanin) ซึ่งมีหน้าที่ไปช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต ทำให้เลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ได้ดีมากขึ้น เช่น ไปเลี้ยงบริเวณรากผม ซึ่งช่วยทำให้ผมดกดำ เงางาม หรือไปเลี้ยงบริเวณดวงตาจึงช่วยบำรุงสายตาไปด้วยในตัว หรือไปเลี้ยงบริเวณปลายนิ้วมือ ซึ่งก็จะช่วยแก้อาการเหน็บชาได้ด้วย และที่สำคัญสารนี้ยังมีความโดดเด่นที่ใครหลายๆคนยังไม่ทราบนั้นก็คือ ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดเส้นเลือดอุดตันได้และการ "กิน ดอกอัญชันทุกวัน…วันละหนึ่งดอก" จะช่วยป้องกันโรคเส้นเลือดสมองตีบได้อีกด้วย
เนื่องจาก ดอกอัญชัน นั้นมีในการฤทธิ์ละลายลิ่มเลือด สำหรับผู้มีเลือดจางห้ามรับประทาน ดอกอัญชัน เด็ดขาด หรืออาหารเครื่องดื่มที่ย้อมสีด้วย อัญชันก็ไม่ควรรับประทานบ่อยๆ

ประโยชน์จากดอกอัญชัน  สาระน่ารู้เกี่ยวกับสมุนไพร

แนะ!..กินเมล็ดทานตะวันช่วยชะลอความแก่


ทานตะวันเป็นดอกไม้ที่มีชื่อเสียงมากของจังหวัด ลพบุรี ชอบแสงแดดจัด สามารถขึ้นได้ดีในสภาพดินทั่ว ๆ ไป เพราะมีรากที่ลึกและหาอาหารได้ทั่ว ทนต่อสภาพแห้งแล้งได้ดี เป็นพืชตระกูลเดียวกับเบญจมาศ คำฝอย ดาวเรือง เป็นพืชล้มลุกที่ปลูกกันมากในเขตอบอุ่น ในดอกใหญ่จะมีดอกเล็กอยู่จำนวนมาก กลีบดอกจะมีสีเหลืองอมส้ม ดอกจะหันไปตามทิศของดวงอาทิตย์ คือ หันไปทางทิศตะวันออกในตอนเช้า และทิศตะวันตกในตอนเย็น


ทานตะวัน แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ประเภทที่นำเมล็ดมาประกอบอาหาร และประเภทที่ปลูก เป็นไม้ประดับ ถ้าเป็นประเภทที่นำเมล็ดมาประกอบอาหารก็จะมี 1 ดอกต่อ 1 ต้น ดอกมีขนาดใหญ่ เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณครึ่งฟุต เมล็ดใหญ่ อีกอย่างหนึ่งจะเป็นต้นเล็ก ดอกเล็ก ใน1 ดอกจะมีดอกเล็กอยู่จำนวนมาก ยิ่งถ้าดอกเล็กเมล็ดก็มีขนาดเล็ก

     เมล็ดทานตะวันเม็ดเล็กๆ นี้ก็มีสารอาหารมากมายไม่ใช่เล่นเลยนะ มีทั้งโปรตีน ธาตุเหล็ก แคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินเอ วิตามินบี 2 วิตามินอี วิตามินดี วิตามินเค และยังมีวิตามินอีสูงกว่าน้ำมันเมล็ดข้าวโพดและเมล็ดถั่วเหลืองกว่า 3 เท่าเลยทีเดียว ผู้ที่กินมังสวิรัติจะกินเมล็ดทานตะวันเป็นส่วนหนึ่งของอาหารหลักเพื่อช่วย เพิ่มโปรตีน
นอก จากนั้นในเมล็ดทานตะวันยังมีกรดไขมันประเภทไม่อิ่มตัว (Linoleic Acid) ซึ่งเป็นสารอาหารที่ร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์ขึ้นมาใช้เองได้ จึงต้องกินเข้าไปเท่านั้น

สารอาหารต่างๆ ในเมล็ดทานตะวันนี้มีคุณค่าทางโภชนาการสูง หากกินเป็นประจำจะช่วยบำรุงสายตา ป้องกันการเกิดต้อกระจกในตา ช่วยลดคอเลสเตอรอลหรือไขมันในเส้นเลือด ป้องกันการเกิดไขมันอุดตันในเส้นเลือด รวมทั้งยังช่วยชะลอความแก่และบำรุงผิวพรรณได้ด้วย
เมล็ดทานตะวันนิยมรับประทานเป็นของกินเล่นมากกว่า บางคนก็ทานทั้งเปลือกเพราะได้รสชาติที่มัน แต่อย่าทานเพลินจนลืมทานอาหารมื้อหลักนะค่ะ

 ประโยชน์เมล็ดทานตะวันที่ดีต่อสุขภาพ สาระน่ารู้เกี่ยวกับสุขภาพ